ถ้าปวดสะโพกด้านข้าง: เอ็นอักเสบ หรือถุงน้ำอักเสบ

การฝังเข็ม, ฝังเข็ม

Written by

Dr. Kate Boonyakiat

Published on

เมษายน 29, 2026

HipPainHuaHin
“ถ้ายังไม่รู้ชัดว่าเป็นอะไร จะรักษาถูกได้อย่างไร?”

มีคนไข้ถามแบบนี้เยอะมาก

"ถ้ายังไม่รู้ชื่อโรค จะรักษาให้ตรงยังไง?"

เป็นคำถามที่ดีมากนะคะ

คำตอบก็คือ

👉 การรักษาที่ดี ไม่ได้เริ่มจากชื่อโรค
แต่เริ่มจากการหาว่า อะไรทำให้สะโพกรับภาระเกินจน....ปวด


การปวดบริเวณสะโพกด้านข้าง

เป็นจุดที่มี โครงสร้างเนื้อเยื่อหลากหลาย ทับซ้อน กันอยู่

  • เอ็นสะโพก
  • ถุงน้ำ(bursa)
  • เนื้อเยื่อรอบข้อสะโพก (Fascia)
  • กล้ามเนื้อ

จึงไม่แปลกที่หลายเคสจะเกิดปัญหาที่หลายโครงสร้างรอบๆ พร้อมกัน

ไม่แปลกเลยที่คนไข้บางคน จะเกิดอาการ:

  • เส้นเอ็นระคายเคือง
  • ถุงน้ำ(Bursa) ระคายเคือง
  • กล้ามเนื้อตึง
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง

👉 ดังนั้น สิ่งสำคัญกว่าชื่อโรค คือเราต้องมองให้กว้าง


แทนที่จะดูแค่ชื่อโรค

ดังนั้น สิ่งสำคัญกว่าชื่อโรค คือดูว่าอาการปวดมีลักษณะยังไง and และมาจากอะไร เช่น.

ปวดมากขึ้นเวลาใช้งาน

ถ้าปวดขึ้น เวลาที่

  • เดินไกล
  • ขึ้นบันได
  • ยืนขาเดียว
  • ออกแรงนาน ๆ

🎯 มักเกี่ยวข้องกับภาวะที่เอ็นหรือกล้ามเนื้อบริเวณสะโพกด้านข้างรับแรงมากเกินไป หรือทำงานหนักเกินปกติ

ปวดเวลานอนทับ

ถ้าปวดขึ้น เวลาที่

  • ปวดเวลานอนตะแคงทับข้างนั้น
  • กดโดนแล้วเจ็บ
  • หรือไวต่อแรงกดสัมผัส

🎯 มักหมายถึงการระคายเคืองของถุงน้ำ (Bursa) หรือเนื้อเยื่อบริเวณด้านข้างสะโพกที่ไวต่อแรงกด

👉 คนไข้หลายราย มักพบทั้งสองรูปแบบนี้ร่วมกัน


แนวทางการรักษาของเรา

ดูว่าส่วนไหนของร่างกายยังทำงานได้ไม่ดี แล้วเข้าไปช่วยตรงนั้น ไม่ใช่แค่ยึดตามการวินิจฉัยโรคเท่านั้น

ถึงแม้วันแรกจะยังระบุโรคได้ไม่ชัด เราก็สามารถเริ่มรักษาได้จากการหาว่าการเคลื่อนไหวแบบไหนที่กำลังทำให้สะโพกรับภาระมากเกินไป

ตัวอย่างที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • กล้ามเนื้อก้นทำงานลดลง (gluteal inhibition)
  • กล้ามเนื้อ TFL (tensor fascia lata) ทำงานมากเกินไป
  • ความไม่มั่นคงของกระดูกเชิงกราน
  • เชิงกรานตกขณะเดิน (pelvic drop)
  • เข่าเอียงเข้าด้านในเวลาลงน้ำหนัก
  • การลงน้ำหนักสองข้างไม่เท่ากัน
  • การลงน้ำหนักที่เท้าไม่เหมาะสม

ปัญหาเหล่านี้อาจทำให้สะโพกด้านนอกต้องรับภาระมากเกินไปซ้ำ ๆ


สิ่งที่เราประเมินในคลินิก

ผู้ป่วยแต่ละคนจะได้รับการประเมินการเคลื่อนไหวและการทำงานของระบบกล้ามเนื้อ โดยอาจจะประกอบด้วย:

  • ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อก้น (glute)
  • การควบคุมกระดูกเชิงกราน
  • การทรงตัวขาข้างเดียว
  • การเคลื่อนไหว การเดิน
  • การควบคุมการเคลื่อนไหวของสะโพก

เพราะร่างกายทำงานเป็นระบบที่เชื่อมโยงกันทั้งหมด


แนวทางการรักษาที่เราอาจใช้

แนวทางการรักษาจะพิจารณาจากผลการประเมิน และอาจมีดังนี้

  • การฝังเข็ม/การครอบแก้ว เพื่อลดอาการปวดและคลายกล้ามเนื้อ
  • ใช้การฝังเข็มเฉพาะจุด (motor point) เพื่อช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อที่อ่อนแรงหรือทำงานไม่เต็มที่
  • การนวดทุยหนา (การนวดแบบจีน)
  • การออกกำลังกายเพื่อปรับระบบกล้ามเนื้อ
  • การฝึกปรับรูปแบบการเคลื่อนไหวให้ถูกต้อง
  • คำแนะนำสำหรับการดูแลตัวเองที่บ้าน

ใช้เวลาฟื้นตัวนานแค่ไหน?

การฟื้นตัวจะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่เป็นปัญหา และระดับที่ร่างกายคุ้นชินกับการเคลื่อนไหวที่ไม่เหมาะสม

🚩 กรณีที่เพิ่งเริ่มเป็นหรือเป็นมาไม่นาน

ผู้ป่วยจำนวนมากมักมีอาการดีขึ้นภายใน 2-6 สัปดาห์.

🚩 อาการที่เป็นมานาน (เรื้อรัง)

ถ้าอาการปวดเป็นต่อเนื่องมานาน ตั้งแต่ 6 เดือนจนถึงหลายปีการฟื้นตัวอาจใช้เวลา ประมาณ 8–16 สัปดาห์ หรืออาจนานกว่านั้น.

มักเกิดขึ้นเมื่อระบบกล้ามเนื้อมีปัญหาการทำงานสะสมมาเป็นเวลานาน เช่น

  • กล้ามเนื้อก้นทำงานลดลง (gluteal inhibition)
  • กล้ามเนื้อ TFL (Tensor Fascia Lata) ทำงานมากเกินไป
  • ความไม่มั่นคงของกระดูกเชิงกราน
  • เชิงกรานตกขณะเดิน (pelvic drop)
  • การถ่ายแรงผ่านขาและสะโพกได้ไม่ดี

ปัจจัยอะไรที่ทำให้ฟื้นตัวช้าลง
  • การนั่งติดต่อกันนาน ๆ
  • มีน้ำหนักตัวมาก
  • ชอบนอนตะแคงทับข้างนั้น
  • ออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอ
  • มีปัญหาที่หลัง เข่า หรือเท้าอย่างต่อเนื่อง
  • รีบกลับไปใช้งานหรือออกกำลังกายหนักเร็วเกินไป

ความเข้าใจผิดที่มักพบได้บ่อย

“ไม่ปวดแล้ว = หายแล้ว”

ไม่ใช่ทุกครั้งไป

❤️ ทั้งที่ในความเป็นจริง แม้อาการปวดจะลดลงแล้ว แต่กล้ามเนื้อ ความมั่นคงของข้อ และระบบการควบคุมการเคลื่อนไหวยังอาจฟื้นตัวไม่สมบูรณ์


เราถึง ไม่ได้ประเมินแค่อาการปวดเท่านั้น แต่ยังดูปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย

  • กล้ามเนื้อที่เคยตึงจากการใช้งานมากเกินไปเริ่มคลายลง
  • กล้ามเนื้อแข็งแรงขึ้น
  • การเคลื่อนไหวดีขึ้น
ระยะของการรักษาโดยทั่วไป
  • 1-2 สัปดาห์: ลดปวด
  • 2-6 สัปดาห์: เริ่ม เคลื่อนไหว ถูกต้อง
  • 6-12 สัปดาห์ หรือ นานกว่านั้น: เน้นสร้างความมั่นคงระยะยาว

ทำไมสิ่งนี้จึงสำคัญ

แม้จะได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นถุงน้ำอักเสบหรือเอ็นอักเสบ แต่อาการก็มักกลับมาได้ หากยังไม่ได้แก้ไขถึงต้นเหตุที่ทำให้สะโพกรับภาระมากเกินไป

จึงไม่ใช่แค่การลดปวดหรืออาการระคายเคืองเท่านั้น แต่เรายังมุ่งหาสาเหตุและแก้ไขต้นเหตุที่ทำให้สะโพกถูกใช้งานหนักเกินไปตั้งแต่ต้น


ข้อคิดสุดท้าย

ความปวดอาจดีขึ้นได้รวดเร็ว

📌 แต่การรักษาให้หายจริง มักต้องปรับการเคลื่อนไหวให้ถูกต้อง ทำให้กล้ามเนื้อทำงานสมดุล และลดภาระที่เกินจำเป็นต่อสะโพก เพื่อลดโอกาสที่อาการจะกลับมาอีก

Related Articles